Saturday, June 22, 2013

เอกาทศี


วันสผลา เอกาทศี

 ถือปฏิบัติในวันขึ้น 11 ค่ำในระหว่างเดือน ธันวาคม-มกราคม ตำนานเรื่องราวของวันนี้มาจากในคัมภีร์พรหมาณฑปุราณะ โดยมีคำสนทนาของท้าวยุธิษฐิระกับพระกฤษณะ  ชาวฮินดูเชื่อว่าหากได้ทำการถือศีลอดในวันนี้นอกจากจะได้ชำระปาปแล้วจะทำให้ได้เป็นคนมีชื่อเสียงและเกียติยศทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ตำนานเล่าว่า เจ้าชายลัมภกา ซึ่งเป็นหนึ่งในสีโอรสของกษัตริย์องค์หนึ่ง มีความสงสัยในอำนาจของพระวิษณุ จนทำกริยากระด้างกระเดื่อง ยโสโอหัง ไม่เคารพบูชาพระวิษณุ ด้วยเหตุนี้จึงถูกพระราชบิดาเนรเทศออกจากเมือง ลัภกาจึงออกปล้นสะดมชาวเมืองที่ยากไร้ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและเสวยเนื้อสดเป็นอาหาร
มาวันหนึ่ง บังเอิญเป็นวัน 11 ค่ำหรือ สผลาเอกาทศี เจ้าชายลัมภกา เกิดป่วยกะทันหัน จนไม่สามารถเสวยอาหารใดใดตลอดทั้งวันและตื่นตลอดทั้งคืน ซึ่งเท่ากับว่าพระองค์ได้ถือศีลอดตลอดทั้งวันเอกาทศีโดยไม่ได้ตั้งใจ พอรุ่งเช้าพระเองก็เกิดความสำนึกผิดและเสียใจในสิ่งที่ตนเองกระทำมา และได้กลับไปขอขมาพระราชบิดาและกลับไปบูชาพระวิษณุเหมือนเดิน และพระองค์ก็ได้เสวยสุขในพระราชวังตราบกาลนาน






วันโมหินี เอกาทศี เพื่อกำจัดความเศร้าโศกเสียใจ

ถือปฏิบัติในวันขึ้น 11 ค่ำระหว่างเดือนวิสาขะมาส หรือ เมษษ-พฤษภาคม  เรื่องราวในวันนี้มาจากคำสนทนาระหว่างพระมหาฤาษีวาสิษฐะกับพระรามในคัมภีร์รามายณะ เมื่อรามมีความเศร้าโศกเสียใจในการเสียนางสีดาไป ก็ไปเข้าไปปรึกษากับพระฤาษีวาสิษฐะ ท่านจึงแนะนำให้ทำการถือพรตอดอาหารในวันโมหินี เอกาทศีนี้ เพื่อเอาชนะความทุกข์และความเศร้าโศกเสียใจอันเป็นเพียงมายา และทำลายบาปทั้งมวล นอกจากนี้ท่านฤาษียังกล่าวอีกว่า การถือพรตในวันนี้ยังจะประเสริฐกว่าการอาบน้ำชาระบาปในแม่น้ำศักดิ์ทั้งหลาย และประเสริฐกว่าการทำยัญพิธีอื่นๆอีก



วันอฺปรา เอกาทศี เพื่อขอขมากรรม

ถือปฏิบัติในวันขึ้น 11 ค่ำระหว่างเดือนเชษฐะมาส หรือเดือน พฤษภาคม-มิถุนายนเรื่องราวในวันนี้มาจากคำสนทนาระหว่างท้าวยุธิษฐิระกับพระกฤษณะจากคัมภีร์ปันฑวาส ซึ่งการปฏิบัติถือพรตในวันนี้มีผลดียิ่งต่อการชำระบาปและอกุศลทั้งมวล และขมากรรมต่อบาปกรรมที่เคยล่วงเกินหรือทำผิดมาแล้ว พระกฤษณะกล่าวว่าหากได้ถือพรตในวันนี้จะส่งผลให้ผู้นั้นก็จะมีชื่อเสียงและเกียรติยศรุ่งเรือง



วันนีลชฺลา เอกาทศี เพื่อไปสู่สรวงสวรรค์

แปลความว่า นิร (ปราศจาก) + ชล(น้ำ) หมายถึงวันที่ปราศจากน้ำ เป็นวันสำคัญและพิเศษวันหนึ่งในบรรดาวันเอกาทศีทั้งหมด เนื่องจากวันนี้ผู้ปฏิบัตินอกจากจะไม่รับประทานอาหารแล้วก็ยังจะต้องไม่ดื่มน้ำหรือของเหลวใดใดอีกด้วย เป็นวันขึ้น 11 ค่ำในเดือนเชษฐะมาส หรือในราวเดือนมิถุนายน

เรื่องราวความเป็นมาของวันนี้มาจากที่ท้าวภีษมะ ต้องการที่จะถือพรตอดอาหารในวันเอกาทศีนี้แต่ไม่มีโอกาสที่จะได้ทำเสียที ดังนั้นพระมหาฤาษีวยาส จึงแนะนำให้ทำการอดอาหารถือพรตเฉพาะวันนีรชลา เอกาทศีนี้วันเดียว โดยต้องอดทั้งอาหารและน้ำดื่มด้วย ก็จะได้ผลดีและบุญกุศลเทียบเท่ากับการถือพรตอดอาหารในวันเอกาทศีทั้งหลาย ตลอดทั้ง 24 วันใน 1ปี

การปฏิบัติในวันนี้เชื่อกันว่าเมื่อตายไปก็มีฑูตสวรรค์จากปราสาทไวคูณฐะของพระวิษณุมารับตัวไปแทนพระยมเทพเจ้าแห่งความตาย



วันโยคินี เอกาทศี เพื่อพ้นจากโรคร้ายและบรรลุโมกษะ

ถือปฏิบัติในวันแรม 11 ค่ำของเดือนอาสาฬหะมาส หรือเดือน มิถุนายน-กรกฏาคม ชาวฮินดูเชื่อว่าการถือปฏิบัติพรตถือศีลอดในวันนี้จะช่วยให้หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาและจะช่วยให้บรรลุสู่โมกษะ

ตำนานการถือศีลอดในวันนี้มาจากคัมภีร์ พรหมไววรรตปุราณะ ซึ่งมีเรื่องราวของเหมะมาลิเจ้าของอุทยาน ผู้ซึ่งสามารถถอนคำสาปแช่งที่ทำให้ตนเป็นโรคเรื้อนได้ด้วยการถือพรตในวันโยคินีเอกาทศีนี้



วันเทวศันยานี เอกาทศี เพื่อชีวิตที่สงบสุข


วันนี้บางทีก็เรียกว่า วันเทวสันยานา เอกาทศี หรือ วัน หริ สันยานะ เอกาทศี หรือ อาฬธิ เอกาทศี ตรงกับวันขึ้น 11 ค่ำเดือน อาสาฬหะมาส หรือประมาณเดือนมิถุนา-กรกฏาคม ชาวฮินดูเชื่อกันว่าวันนี้เป็นวันที่พระวิษณุกำลังจะเข้าสู่นิทรา และเป็นจุดเริ่มต้นของช่วง6 เดือนของจุดทักษิณายัน (เห-มายัน)  

ในรัฐมหาราช ของอินเดีย เป็นวันนี้เป็นสิ้นสุดของเทศกาลแห่ “ปัณฑาปุร ยานตรา” และวันนี้ก็เป็นวันสำคัญในสี่เดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูเรียกว่า “จตุรมาส วรัต” ผู้คนนับพันๆจะทำการชำระร่างกายในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่า โคธาวารี และร่วมกันสวดมนต์ขอพรใน เทวสถานพระราม ที่ชื่อว่า กาลา ราม

ความเป็นมาของวันนี้เชื่อว่าพระหรหมได้บอกเอาไว้กับพระฤาษีนารท และผู้ปฏิบัติถือพรตในวันนี้ก็จะได้อานิสงค์คือความสงบสุข หรือแม้แต่เพียงแค่ได้ยินชื่อของวันนี้ก็เป็นสิริมงคลแต่ตนเองเป็นอย่างมาก และเป็นวันนี้เป็นวันแห่งความบริสุทธิ์ผู้ถือพรตในวันนี้ก็จะขอพรในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุนิยม



วันกามิกา เอกาทศี

ถือปฏิบัติในวันแรม 11 ค่ำ ประมาณเดือนกรกฏาคมคมหรือประมาณต้นเดือนสิงหาคม ความสำคัญของวันนี้มาจากตำนานเรื่องเล่าระหว่างพระกฤษณะกับท้าวยุธิษฐิระในคัมภีร์พรหมไววรรตปุราณะ ซึ่งในต้นฉบับเดิมเป็นคำสอนของพระพรหมและพระนารทฤาษี มีความยาว 18,000 โศลก ซึ่งได้บรรยายคำสอนของพระนารทฤาษี ซึ่งแสดงแก่สาวรรณิกปุราณะ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นเรื่องการสร้างจักรวาล ชาวฮินดูที่ถือพรตวันนี้จะไปทำการชำระปาปด้วยการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในที่ต่างๆ


และมีการถวายใบตุลสี(ใบกระเพรา)แด่พระวิษณุเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว  และก็มีการถวายนำมันเนยและนำมันงาเพื่อจุดตะเกียงบูชาพระวิษณุในโบสถ์ของพระวิษณุและพระกฤษณะในที่ต่างๆ นอกจากนี้ผู้ถือพรตยังต้องท่องบ่นสาธยายมนต์ในคัมภีร์ที่เล่าเรื่องราวของพระวิษณุตลอดทั้งวันเพื่อเป็นการบูชาและการแสดงความเคารพ การถือศีลอดในวันนี้เชื่อว่าจะได้รับการชำระปาปทั้งมวลแล้ว ยังเชื่อว่าจะได้พรจากพระยายมราช เทพเจ้าแห่งความตาย เพื่อการมีอายุยืนและปราศจากโรคภัย

ปุตราฏา เอกาทศี
ปุตราฏา เอกาทศี แปลความว่าเป็นวันพระวิษณุประทานบุตรชายในวัน11ค่ำ  ซึ่งถือปฎิบัติ ปีละ 2 ครั้ง สำหรับในเดือน ศรวณะ เรียกว่า ปุตราฏา เอกาทศี  เป็นวันสำคัญและนิยมปฏิบัติในอินเดียภาคใต้ ส่วนในเดือน  ปุษยะ จะเรียกว่า เปาษะ ปุตรา เอกทศี   และนิยมถือปฎิบัติในอินเดียภาคเหนือ

ตามจารีตประเพณีของสังคมชาวฮินดู การมีบุตรชายเป็นสิ่งประเสริฐและสำคัญที่สุดในครอบครัว ซึ่งนอกจากจะต้องมีบุตรชายเพื่อบำรุงเลี้ยงดูบิดา-มารดาในยามแก่ชราแล้ว บุตรชายยังมีหน้าที่ประกอบพิธีศพและทำบุญอุทิศให้กับมารดาบิดาและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว หากครอบครัวใดไม่มีบุตรชายไว้สืบสกุลแล้วถือว่าครอบครัวนั้นมีบาปหนัก

หากครอบครัวใดที่ยังไม่มีบุตรชายเอาไว้สืบสกุลแล้ว ก็ต้องถือพรตในวันปุตรา เอกาทศีนี้เพื่อขอพรต่อพระวิษณุให้ประทานบุตรชายเอาไว้สืบสกุล

ตำนานในเรื่องวันปุตราฏาเอกาทศีนี้ มาจากคัมภีร์ภุริษยะ ปุราณะ ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องราวต่างๆโดยพระกฤษณะให้กับท้าวยุธิษฐิระได้ฟังว่า ในนครภัทราวดี มีท้าวสุเกตุมัน และสไบยา เกิดความเดือนเนื้อร้อนใจเพราะยังไม่มีโอรสไว้สืบสกุล ซึ่งเชื่อกันว่าหากไม่มีโอรสสืบสกุลแล้ว ทั้งสองเมื่อตายไปวิญญาณก็จะแตกสลายไป  ไม่ว่าจะทำพิธีการบวงสรวงอ้อนวอนอย่างไรก็ตามก็ไม่เป็นผล ท้าวสุเกตุมันก็เกิดความท้อใจ ก็เลยเสด็จออกจากพระนคร รอนแรมไปในป่าอยู่หลายวัน
เมื่อมาถึงฝั่งแม่น้ำมันสโรวารในวันปุตราฏา เอกาทศี  ก็พบพระฤาษีตนหนึ่ง  พระฤาษีทราบความก็แนะนำว่าให้พระองค์ถือพรตอดอาหารในวันนี้ และขอพระต่อพระวิษณุก็สำเร็จดังประสงค์ พระองค์ก็จึงรีบเสด็จกลับเมืองและทำพิธีถือพรตร่วมกับพระมเหสีในวัน 11 ค่ำ จากนั้นไม่นานก็ทรงพระครรภ์
ได้พระราชโอรสด้วยการประทานพรจากพระวิษณุ และต่อมาพระโอรสก็ได้กลายเป็นกษัตริย์ผู้ยีงใหญ่ในกาลต่อมา




อชา เอกาทศี หรือ อนันดา เอกาทศี
วันอชา เอกาทศี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อนันดา เอกาทศี ตรงกับแรม 11 ค่ำ(กฤษณะปักษ์) ของเดือน สรวณะ ตามปฏิทินจันทรคติฮินดู มีเรื่องราวเล่าตามตำนานว่ามีกษัตริย์องค์หนึ่ง คือพระเจ้าหริจันทรา ทรงมีพระมเหสีนามว่า จันทรามาตี และพระโอรสนามว่า โลหิตาสวะ
พระเจ้าหริจันทรา เป็นคนที่ถือพรต สัตยา วรัต คือการรักษาสัจจะวาจา และไม่เคยโกหกเลยในตลอดชีวิตของพระองค์ จนกระทั่งมีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องการรักษาสัตย์ไปทั่วทั้งชมพูทวีป  แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับจาก พระมหาฤาษี วิศวามิตร และฤาษีองค์อื่นๆ ซึ่งตั้งเงื่อนไขว่าพระองค์จะต้องผ่านการทดสอบก่อน  ในเงื่อนไขการทดสอบ พระองค์จะต้องสละทรัพย์สินเงินทอง อำนาจ บริวาร และบุตรภรรยา
สุดท้ายพระองค์ก็ต้องขายบุตรภรรยาลงไปเป็นทาส และตัวเองก็ต้องกลายเป็นยามเฝ้าสุสาน และได้รับความลำบากทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่พระองค์ก็ยังรักษาคำสัตย์อย่างมั่นคงไม่ว่าจะมีใครมาล่อลวงด้วยอามิสสินจ้างอย่างไรก็ตาม
 ในวันหนึ่งพระมาหฤาษีผู้ยิ่งใหญ่นามว่า เคาตมะฤาษี ได้จาริกผ่านมาพบ และได้ทราบชาตากรรมของพระเจ้าหริจันทรา ท่านจึงแนะนำให้ถือพรต(วรัต)ในวันเอกาทศีแห่งเดือนสรวณะซึ่งก็คือวัน อชาเอกาทศี เพื่อจะได้หลุดพ้นจากอุปสรรคและเคราะห์กรรมทั้งมวล และเมื่อพระองค์ได้ปฏิบัติตาม ด้วยอำนาจแห่งการถือพรตในวันเอกาทศีนี้ พระองค์ก็ได้รับชัยชนะในการทดสอบ และได้กลับคืนสู่ราชสมบัติ พร้อมพระมเหสี และพระโอรส พร้อมได้รับการยอมรับยกย่องจากพระฤาษีวิศวามิตรและเหล่าฤาษีทั้งมวล

วันวามะนะ เอกาทศี
ตรงกับวันขึ้น 11 ค่ำเดือนภัทรบท หรือเรียกว่า วันภัทรบท ศุกละ เอกาทศี หรือ วันวามน เอกาทศี  หรือบางทีก็เรียกว่า วัน ชยันตี เอกทศี ตำนานมาจากอวตารของพระนารายณ์เรียกว่า วามนาวตาร - พระวิษณุอวตารเป็นพราหมณ์หลังค่อมชื่อวามนพราหมณ์ เพื่อปราบพยศของพญายักษ์มหาพลี เรื่องราวโดยละเอียดปรากฏอยู่ในคัมภีร์วามนปุราณะ  และวันนี้ก็จะตรงกับช่วงเทศกาลถือศีลอดของชาวฮินดูเรียกว่า จตุรมาสะ วรัต ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญมากในการบำเพ็ญกุศล นอกจากนี้วันวามะนะเอกาทศี เป็นวันที่พระวิษณุตื่นจากบรรทม หลังจากที่หลับใหลไปในช่วงของวันสันยานะ เอกาทศี ในวันนี้ชาวฮินดูผู้ประพฤติตนอุทิศแด่พระกฤษณะ ก็จะถือพรตอดอาหารตลอดทั้งวัน และตื่นตลอดทั้งคืน เพื่อ สวดพระนามของพระวิษณุ จะเริ่มรับประทานอาหารมื้อแรกในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น



วันอินทิรา เอกาทศี  ตรงกับวันขึ้น 11 ค่ำในเดือนอัศวิน หรือประมาณกันยา-ตุลาคมของทุกปี เรื่องราวของวันอินทิรา เอกาทศีนี้มีปรากฏในคัมภีร์พรหมไววรรตปุราณะ ชาวฮินดูเชื่อว่าการถือศีลอดในวันนี้นอกจากจะชำระปาปให้กับตนเองแล้วก็ยังจะเป็นการชำระปาปให้กับพรรพบุรุษได้อีกด้วย ซึ่งวันนี้จะตรงกับวันสารทไหว้พรรพบุรุษของชาวฮินดูภาคเหนือ หรือเรียกว่าวัน ปิตรุ ปากษ สารท  
ตำนานเล่าว่า พระฤาษีนารท ได้แนะนำให้พระเจ้าอินทรเสนา ถือพรตในวันนี้ เพื่อที่จะชำระบาปให้กับพระบิดาของพระองค์  ผู้ที่ถือพรตในวันนี้จะต้องอดอหารตลอดวันตลอดคืนและบุญกุศลในการถือพรตนี้อุทิศให้กับบรรพชนผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว



วันเปาษะ ปุตฺรทา เอกาทศี การอธิษฐานขอบุตรชาย และวันนี้เป็นวันถือพรตศีลอดที่สำคัญของลัทธิไวศณพนิกายของฮินดู ที่ถือปฏิบัติในเดือน ปุษยะมาส (ธันวา-มกรา) และเป็นวันสำหรับการอธิษฐานของพรให้ได้ลูกชายไว้สืบสกุล ซึ่งในสังคมฮินดูถือว่าการไม่มีลูกชายไว้สืบสกุลถือว่าเป็นบาปหนัก เป็นมลทิน เพราะนอกจากไม่มีลูกชายไว้ดูแลยามแก่ชราแล้ว ลูกชายยังต้องทำหน้าที่ทำการปลงศพและทำบุญอุทิศกุศลให้แก่บิดามารดาและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยคัมภีร์ภุริษยปุราณะ ได้กล่าวตำนานการขอบุตรชายในวันเอกาทศีเอาไว้ ซึ่งพระกฤษณะได้ตรัสบอกตำนานนี้กับท้าวยุธิษฐิระ ในมหาภารตะยุทธ


หรือ เรียกอีกอย่างว่า อัศวายุชะ ศุกละ ปักษะ เอกาทศี หรือวันขึ้น 11 ค่ำแห่งเดือนอัศวิน (ประมาณเดือนตุลาคมของทุกปี) ในวันนี้เป็นการบูชาอุทิศแด่พระวิษณุ ในปางของ “นารายณ์ บรรทมสินธุ์” (ปัทมนาภา) ที่ประทับอยู่ในเกษียรสมุทร








วันษัฎติลา เอกาทศี การชำระจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์   เป็นวันเอกาทศีในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ โดยจากตำนานที่พระกฤษณะได้บอกแก่ท้าวยุธิษฐิระในคัมภีร์ปูราณะ คำว่าษัฏติลา หมายถึงพิธีกรรม ๖ ประการที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดงา ที่จะต้องกระทำในวันนี้คือ
1.    ผู้ปฏิบัติถือพรตในวันนี้จะต้องอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำอาบที่ผสมด้วยเม็ดงา โดยเฉพาะก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
2.    ให้ทาร่างกายให้ทั่วด้วยเมล็ดงาบดละเอียด
3.    ถวายเมล็ดงาในพิธีโฮมา หรือบูชาไฟ
4.    บริจาคทานด้วยเมล็ดงา
5.    บริโภคอาหารที่ทำจากเมล็ดงา
6.    รับทานที่เขาบริจาคด้วยเมล็ดงา
ในความเชื่อของชาวฮินดูสำหรับวันนี้ เชื่อว่าการบริจาคทานด้วยเมล็ดงาจะช่วยปลดเปลื้องจากเคราะห์กรรมและปาปกรรมทั้งหลายในอดีต และอุทิศน้ำผสมเมล็ดงาให้กับบรรพชนทั้งหลายที่ล่วงลับ  ผู้ที่อุทิศตนและรอดอาหารในวันนี้เชื่อว่าจะเสริมดวงให้ดวงแข็งขึ้นกว่าปกติและเมื่อตายแล้วจะบรรลุสู่โมกษะ   ปกติธัญพืชต่างๆถูกห้ามรับประทานอยู่แล้วในวันถือศีลอด แต่ยกเว้นเมล็ดงา เท่านั้นที่อนุญาตให้รับประทานได้ในวันนี้



วันชฺยา เอกาทศี วันบูชาพระศิวะร่วมกับพระวิษณุ
บางครั้งเรียกว่า ไภมี หรือ ภีษมะ เอกาทศี หรือ ไภมี เอกาทศี เป็นวันกาลพิเศษสำหรับการบูชาอุทิศแด่พระวิษณุและพระศิวะ ซึ่งปกติแล้ววันเอกาทศีโดยทั่วไปจะเป็นวันปฏิบัติบูชาอุทิศเฉพาะแด่พระวิษณุเท่านั้น แต่สำหรับในวันนี้เป็นวันพิเศษที่อยู่ในเดือนมาฆะซึ่งเป็นเดือนแห่งพระศิวะดังนั้นการปฏิบัติบูชาในวันนี้ก็เท่ากับว่าได้บูชามหาเทวะทั้งสองพระองค์ ชาวฮินดูเชื่อว่า การถือพรตอดอาหารในวันนี้นอกจากจะทำลายปาปกรรมทั้งหลายแล้ว ยังจะทำลายเชื้ออกุศลที่จะทำให้เราเกิดความเศร้าโศกเสียใจ และเมื่อตายไปแล้วก็จะบรรลุสู่โมกษะ
ประวัติวันชยา เอกาทศี ปรากฏตามคัมภีร์ภุริษยปุราณะ และ ปัทมา ปุราณะ ในมหากาพย์ภารตะยุทธตอนที่ท้าวภีษมะถูกลูกศรแทงจนตาย และวิญญาณก็ลอยขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ในวันชยาเอกาทศีนี้เอง



วันวีชฺยา เอกาทศี เพื่อขจัดอุปสรรค
ความสำคัญของวันนี้ถือว่าพระรามเป็นคนแรกที่ได้ถือปฏิบัติในวันนี้ เรื่องราวของวันวีชยาเอกาทศีนี้ปรากฏใน คัมภีร์ สกัณทะปุราณะ จนเป็นผลให้พระรามคิดหาวิธีการในการข้ามมหาสมุทรไปยังเกาะลงกาได้สำเร็จ
เรื่องราวปรากฏจากมหากาพย์รามายณะ ทศกัณฑ์ได้ลักพานางสีดาไปยังเกาะลงกา พระรามพระลักษณ์ และ หนุมาน ได้คิดหาทางที่จะยกกองทัพไปตีเมืองลงกา แต่มีหนุมานคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ไม่สามารถที่จะพากองทัพทั้งหมดข้ามไปยังเกาะลงกาได้ จนในที่สุดจึงได้ไปหาพระฤาษี พระฤาษีจึงแนะนำให้ทำพิธีถือพรตอดอาหารในวันวีชยาเอกาทศีนี้เพื่อขจัดอุปสรรคต่างให้หมดสิ้นไป





วันกามทา เอกาทศี เพื่อครอบครัวเป็นสุขครองคู่นิรันดร์
ความสำคัญของวันนี้ถือว่าเป็นวันเอกาทศี วันแรกของปีตามคติฮินดู ซึ่งจะอยู่ในราวๆเดือนเมเษายน ตรงกับวันขึ้น 11 ค่ำเดือนจิตรามาส ตามคัมภีร์วราหะ ปุราณะ กล่าวเอาไว้ว่าเป็นวันที่ถือว่าหากทำการถือพรตในวันนี้จะสำเร็จสมความประสงค์ในทุกๆอย่าง และครอบครัวจะอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากสิ่งไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง เพิ่มพูนบุญกุศล และการครองคู่ยืนนาน นอกจากนี้ก็จะเป็นวันอฐิษฐานขอพรให้ได้ลูกชายอีกด้วย






วันรามา เอกาทศี เพื่อกำจัดเคราะห์กรรม
ตรงกับวันแรม 11 ค่ำเดือนกฤติกามาส ปรากฏตำนานจาก คัมภีร์มหาปุราณะ บันทึกเอาไว้ว่าหากได้ทำการถือพรตศีลอดในวันนี้ ผู้ประพฤติก็จะเป็นอิสระจากเคราะห์กรรมทั้งหลายและหลุดพ้นจากปาปทั้งมวล  นอกจากนี้ยังมีคำตรัสของพระกฤษณะว่า “ยัญพิธีใดๆ ถึงแม้นจะได้ทำพิธีอัศเมธนับพันครั้ง หรือพิธีราชสูยะ(พิธีประกาศเป็นพระจักรพรรดิราช) นับร้อยครั้ง ก็มิอาจเทียบเท่ากับพิธีถือพรตในวันเอกาทศีนี้ได้เลย”

ยินดีต้อนรับ

Astrodienst Banner