Thursday, February 25, 2010

ดร.ทอม อู๋ แพทย์ที่สู้มะเร็งด้วยอาหาร



  ถึง เพื่อน และน้อง ๆ
ผมได้อ่านบทความชิ้นนี้ มีความน่าสนใจในเรื่องอาหารการกิน เพื่อการรักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง
คำกล่าว..ที่ว่า  คุณจะเป็นอะไร ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกินลงไป     
เมื่อได้อ่านจบลงแล้ว คิดว่าจะต้องส่งต่อให้อ่านกันเยอะ ๆ ให้เห็นความสำคัญในอาหารการกิน โดยเฉพาะ
โลกปัจจุบันที่มีสารพิษ ปนเปื้อนในอาหารอยู่มากมาย  มันไม่ได้เกิดโรคทันทีทันใด แต่สะสมจนวันหนึ่งก่อ
ผลร้าย แล้วก็สุดเยียวยา  อยากให้มีอายุยืน แต่ต้องแข็งแรงด้วย มีตังค์ด้วย (ไม่ใช่ทำงานแทบตาย..สุดท้าย
ต้องเอาตังค์ที่เก็บมาทั้งชีวิต รักษาตัวเองแถมอาจไม่พอ และต้องเสียชีวิตด้วยโรคภัยที่หาเข้ามาเอง อย่าลืมนะ
ครับ โรคปัจจบันนี้ส่วนใหญ่ ไม่ใช่โรคติดเชื้อ แต่เป็นโรคที่เราหาเข้ามาในร่างกายทั้งที่รู้และไม่รู้  จึงอยากให้อ่าน
เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ และลองใส่ใจสุขภาพกันให้มากขึ้น รัก
สิริพนธ์
  สู้มะเร็ง ด้วยอาหารธรรมชาติ
http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/11/pra01131152p1.jpg   http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/11/pra01131152p2.jpg   http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/11/pra01131152p3.jpg
 

ชื่อเสียงเรียงนามของ " ดร.ทอม อู๋ " อาจจะแปร่ง แปลก ไปจากหูของคนไทย เพราะผู้ชายวัย 73 ปีผู้นี้เกิดที่ประเทศจีน เคยศึกษาวิชาชี่กงและตำรับ " ยาลับ " จากหมอชี่กงผู้เร้นกายท่านหนึ่ง ต่อมาได้ศึกษา วิชาแพทย์แผนตะวันตกพร้อมกับค้นคว้าวิชาแพทย์ทางเลือก จนสำเร็จการศึกษาเป็นดอกเตอร์ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ จากสหรัฐอเมริกา
สามสิบปีก่อน ดร.ทอม อู๋ เคยป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 เข้ารับการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงได้รับคำแนะนำให้หยุดการรักษาและเปลี่ยนมากิน " อาหารอินทรีย์ " และรักษาด้วย " วิธีธรรมชาติ " ทำให้เขาหายขาดจากโรคมะเร็ง จากนั้นเขาจึงตัดสินใจละทิ้งการแพทย์แบบเดิม หันมาศึกษาการแพทย์แนวธรรมชาติและโภชนาการอย่างจริงจัง จนได้ปริญญาที่สหรัฐอเมริกา เคยได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาที่ประเทศต่างๆ มีลูกศิษย์ด้านการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติและการกินอาหารแบบอินทรีย์กระจายอยู่ทั่วโลก

ดร.ทอม อู๋ ย้อนความหลังให้ฟัง ว่าเมื่อรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 ก็เข้ารับการรักษาจากหมอ มีการแนะนำให้ผ่าตัดปอดข้างขวาสองกลีบบนทิ้งไป ด้วยความอยากหายจึงตกลงผ่าตัดปอด แต่เมื่ออยู่บนเตียงผ่าตัดเขาพบว่ามะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว จึงต้องเย็บปิดแผล แล้วหมอก็บอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือน
วิธีเดียวที่เหลืออยู่คือ การทำเคมีบำบัด แต่ก็เป็นแค่การยืดชีวิตเท่านั้น
" ผมถามหมอไปว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหนแน่ หมอตอบว่า ไม่ทราบ ตอนนั้นคิดในใจว่าคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ก็เพราะในร่างกายมีสารพิษมากเกินไป ดังนั้น การทำเคมีบำบัดจึงเท่ากับส่งพิษเข้าร่างกายมากยิ่งขึ้นเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย ขณะเดียวกันก็ฆ่าเซลล์ปกติตายตามไปด้วย ซึ่งอาจจะทำให้ทรมานยิ่งขึ้น สู้ปล่อยให้ตนเองตายตามธรรมชาติ ไม่ทรมานมาก...จะดีกว่า "

ดังนั้น ดร.ทอม อู๋ จึงปฏิเสธไม่ทำเคมีบำบัดไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในสภาพท้อแท้และสิ้นหวังไร้หนทางอยู่นั้น ดร.ทอม อู๋ หันไปยึดเอาพระเจ้าเป็นที่พึ่ง หวังจะได้รับความสงบทางจิตใจ โดยหยิบคัมภีร์ไบเบิลขึ้นมาสวดอ้อนวอน แต่ปรากฏว่าคัมภีร์ในมือร่วงลงที่พื้น เปิดให้เห็นบทที่หนึ่งตอนที่ว่าด้วยการสร้างโลก ดร.ทอม อู๋หยิบขึ้นมาอ่านอย่างช้าๆ ตั้งใจ และอ่านกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ

" ความคิดของผมตอนนั้น คิดว่าพระเจ้าทรงต้องการให้กินผักที่ไร้รสชาติกับผลไม้รสเปรี้ยวบนต้น จึงแคลงใจว่าแล้วจะทำให้ขาดสารอาหารหรือเปล่า จะตายเร็วขึ้นหรือเปล่า- - แต่เวลานั้นไม่มีเรี่ยว แรงเลยต้องกินเนื้อสัตว์มากๆ เพื่อจะได้มีกำลังวังชา ผมสับสนในใจเลยต้องหันกลับไปอ่านหนังสือเกี่ยว กับชี่กงและวิถีการมีอายุยืนยาวหลายเล่ม ในที่สุด ก็ตัดสินใจกินอาหารตามที่พระเป็นเจ้าทรงชี้นำ "     ดร . ทอม อู๋ หันมากินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด และอาบแดด 30 นาที เดินเร็ว 30 นาที ฝึกชี่กง ฝึกหายใจเข้าออก พักผ่อนมากขึ้น เข้านอนเร็วและตื่นแต่เช้า โดยเฉพาะนอนตอนเที่ยงวันเป็นเวลาครึ่งชั่งโมง อาบน้ำร้อนสลับน้ำเย็นทุกวัน

" หลังจากปรับเปลี่ยนความเคยชินในการกินอาหารและใช้ชีวิตเพียง 6 เดือน ก็รู้สึกจิตใจเบิกบาน กำลังวังชาฟื้นฟูเหมือนตอนก่อนป่วย ทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น ว่าจะสามารถกลับมามีสุขภาพที่ดีได้ ผมจึงกินผักเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กินผลไม้ โดยกินแบบดิบๆ ทั้งหมด เนื่องจากกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงทุกวัน จึงขับถ่ายวันละ 3-4 ครั้ง แรกๆ ก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน เพราะปกติคนเราถ่ายวันละครั้ง ถือว่าปกติ แต่หลังจากยืนหยัดทำอยู่ระยะหนึ่ง ร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลาย จิตใจเบิกบาน ผิวพรรณสดใส จึงคลายกังวล ปล่อยให้ร่างกายมีปฏิกิริยาเป็นไปตามธรรมชาติ "


ผ่านไป 9 เดือน ผลการตรวจสุขภาพของ ดร.ทอม อู๋ พบว่าร่างกายเป็นปกติทุกอย่าง ทุกรายการ ไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่เลย!!

" ขอบคุณพระเจ้า ผมหายเป็นปกติแล้ว " ดังนั้น ทุกวันนี้ ดร.ทอม อู๋ ยังคงรับประทานอาหารดิบ ผักสด ผลไม้ และอุทิศตนเพื่อเผยแพร่วิธีการดูแลสุขภาพด้วยอาหารธรรมชาติเหล่านี้ ทั้งยังช่วยกำหนด " เมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง "

เช่น โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้ คอเลสเตอรอล สูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคเก๊าต์ และโรคมะเร็ง ซึ่งเมนูของเขาส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น อย่างชัดเจน ได้รับกายอมรับและยกย่องทั้งในสหรัฐ อเมริกา และทั่วโลก

ดร.ทอม อู๋ ยังได้รับรางวัลมากมายจากองค์กรสุขภาพ อาทิ รางวัลการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ของมูลนิธิสันติภาพโลก ของทะไลลามะ Gan Chen (NGO) แห่งสหประชาชาติ รางวัลผู้อุทิศตนเพื่อโรคอัลไซเมอร์ จากโรงพยาบาลเมโย สหรัฐอเมริกา รางวัลผู้อุทิศตนเพื่อการแพทย์แบบธรรมชาติของ มหาวิทยาลัยเปิดแห่งโลกในประเทศอินเดีย รางวัลผู้อุทิศตนเพื่อมวลมนุษย์ ของสมาคมการแพทย์ที่รักษาด้วยการแทงเข็มของปากีสถาน และรางวัลผู้อุทิศตนของสมาคมการแพทย์แนวธรรมชาติของสหรัฐ อเมริกา

ปัจจุบัน ดร . ทอม อู๋ ได้เขียนหนังสือเพื่อแนะนำการดูแลสุขภาพ ( แปลเป็นภาษาไทยแล้ว 2 เล่ม) คือ ธรรมชาติช่วยชีวิต , 100 คำถามเจาะลึกเพื่อสุขภาพ และได้รับเชิญไปบรรยาย และแสดงปาฐกถาที่ประ เทศต่างๆ มีลูกศิษย์ด้านการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติและการกินอาหารแบบอินทรีย์กระจายอยู่ทั่วโลก


สำหรับประเทศไทย ดร.ทอม อู๋ มีกำหนดเดินทางมาบรรยายเรื่อง " ธรรมชาติช่วยชีวิต พิชิตโรคร้ายด้วยผักและผลไม้ " วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09.00-16.00 น. ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ เรื่องที่ ดร.ทอม อู๋ ศึกษาและค้นพบนั้น เป็นการดื่ม กิน น้ำผักและผลไม้ทั้งเปลือก แกน และเมล็ด เพื่อได้อินทรียสาร รักษามะเร็ง ที่เขาป่วยอยู่จนกระทั่งหายเป็นปกติเมื่อ 30 ปีก่อน

" อินทรียสาร " จากพืช ไม่ใช่สารอาหารตามนิยามของนักโภชนาการ ไม่ใช่ทั้งเกลือแร่และวิตามิน เนื่อง จากการขาดสารเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างใด และไม่ส่งผลต่อการทำงานามปกติของร่างกาย แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ........นักวิทยาศาสตร์พบว่า อินทรียสารจากพืชหลายชนิดไม่เพียงช่วยต้านออกซิเดชั่นและต้านอนุมูลอิสระ ยังช่วยให้วิตามินต่างๆ ทำหน้า ที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้เวลานี้อินทรียสารจากพืชที่แต่เดิมไม่เป็นที่สนใจ กลายเป็นสาร อาหารที่ผู้คนให้ความสนใจและขาดไม่ได้ในการเสริมสร้างสุขภาพและต้านมะเร็ง ในอาหารอย่างธัญพืช ผัก และผลไม้ นอกจากจะมีอินทรียสารแล้วยังมีสารประกอบของ ไซยาไนด์ ซึ่ง มีสรรพคุณชัดเจนในการยับยั้งเซลล์ปกติไม่ให้เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง

ผลการวิจัยทางการแพทย์ในปี ค.ศ. 1995 ได้ค้นพบความวิเศษของพืชและผักที่สามารถป้องกันโรค รักษาโรค และชะลอความชรา นั้นแท้จริงอินทรียสารเหล่านี้ ซ่อนอยู่ในเส้นใยและเมล็ด

ดังนั้น อินทรียสารจากผักและผลไม้จึงเป็นของขวัญที่เราได้รับจากธรรมชาติเพื่อสร้างชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพที่แข็งแรง
 

 
วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 11:37:38 น.   ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ดื่มน้ำผิดวิธี... ...ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

อย่าละเลยเรื่องการดื่มน้ำ ..............เพราะน้ำมีความสำคัญต่อร่างกายของเราอย่างมาก  ปกติร่างกายของมนุษย์ควรจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 70% แต่ ดร.ทอม อู๋ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการที่สามารถเอาตัวรอดจากโรคมะเร็งได้ บอกว่า คนในปัจจุบันมีน้ำ ในร่างกายเพียง 60-65% เท่านั้น



เมื่อมีน้ำน้อยแล้วเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรา ?

มันจะทำให้เชลล์ในร่างกายอยู่ในภาพขาดน้ำ เพราะเมื่อน้ำ ไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถขับพิษได้  นั่นหมายความว่าอาจทำให้เซลล์ตาย หรือกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้  และเมื่อเลือดข้นขึ้นจะทำให้ท้องผูก ผิวหนังขาดน้ำทำให้เกิดฝ้าจุดด่างดำ เหี่ยวย่น แก่เร็ว หรือว่าผมร่วง  รวมทั้งการดื่มบางอย่าง กลับทำให้สูญเสียน้ำในร่างกายไปด้วอย่างเช่น

เมื่อคุณดื่มกาแฟ 1 แก้ว ทำให้สูญเสียน้ำที่สะสมในร่างกายถึง 3 แก้ว
ถ้าดื่มชา 1 แก้ว ก็จะสูญเสียน้ำไป 2 แก้ว  หรือว่า
คุณดื่มน้ำอัดลมหรือไวน์แดง 1 แก้ว จะสูญเสียน้ำในร่างกายไปถึง 6 แก้วทีเดียวเชียว

ฉะนั้นควรจะต้องรู้ว่าดื่มน้ำอย่างไรจึงจะถูกต้อง  และวิธีการดื่มน้ำก็สำคัญมาก ควรจิบทีละน้อย เพื่อให้เซลล์ในร่างกายมีเวลาเพียงพอต่อการดูดซึมน้ำ เพราะถ้าคุณดื่มทีเดียว รวดเดียวหมด เซลล์จะดูดซึมไม่ทัน น้ำทั้งหมดจะสูญไปกับการปัสสาวะออกมา

โดยเราควรจะรู้ด้วยว่าน้ำแต่ละประเภทที่เราดื่มเข้าไปนั้นมีข้อดี ข้อด้อยอย่างไร

น้ำกรองหรือน้ำประปา
ที่เราดื่มกัน ก็เป็นเพียงการกรองเพื่อกรองโลหะหนักออกไป แต่ว่ายังมีแบคทีเรียและสารเคมีหลงเหลืออยู่

น้ำแร่นั้น
กระทรวงเกษตรอเมริการายงานว่า น้ำแร่ที่ขายกันอยู่ มีโลหะหนักและสารอนินทรีย์เป็นปริมาณมาก มีข้อเสียคือจะไปอุดตันช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำให้อาหารเข้าไปในเซลล์ไม่ได้ เซลล์จึงค่อย ๆ แก่ตัวและตายไป ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เรารู้สึกเพลียง่าย หรือแก่ก่อนวัย

เช่นเดียวกับเราไม่ควรดื่มน้ำที่เป็นด่างเป็นประจำ เพราะจะทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยและขาดสารอาหาร



ดร.ทอม อู๋ แนะนำว่า หากดื่มน้ำกลั่นวันละ 8 แก้ว (แก้วละ 250 ซีซี) ก็จะทำให้ไตมีน้ำพอที่จะฟอกเลือดได้

นอกจากร่างกายต้องการน้ำวันละ 8 แก้วแล้ว ร่างกายของเรายังต้องการอิเล็กโทรไลต์และเกลือแร่ด้วย โดยเฉพาะ เกลือแร่ในผักผลไม้ที่เป็นสารอนินทรีย์ ขนาดเล็ก ซึ่งเซลล์ของร่างกายสามารถดูดซึมได้  ดังนั้นจึงควรกินผักผล ไม้ มาก ๆ เพื่อให้ได้รับเกลือแร่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปเติมอาหารให้เซลล์นำไปใช้งาน

ดร.ทอม อู๋ ยังให้คำแนะนำด้วยว่า ปริมาณในการดื่มน้ำของแต่ละคนไม่เท่ากัน 
 
คนที่นั่งอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ ให้ดื่มน้ำวันละ 6 แก้วก็พอ


แต่ถ้าทำงานที่ต้องเดินไปมา ควรจะต้องดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว


และถ้าหากทำงานตากแดดอยู่กลางแจ้ง หรือใช้แรงงานหนัก ควรดื่มน้ำวันละ 10-12 แก้ว ร่างกายจึงจะได้รับน้ำอย่างเพียงพอ

ฉะนั้นอย่าละเลยเรื่องการดื่มน้ำ หากดื่มน้ำถูกวิธี ก็จะมีผลดีต่อร่างกาย แต่ถ้าดื่มน้ำผิดวิธี มันจะ สูญเปล่าไปไม่น้อย

ยินดีต้อนรับ

Astrodienst Banner